พิธีกรรม

          พิธีกรรมในคริสตศาสนาเรียกว่าศีลศักดิ์สิทธิ์”
อันหมายถึงเครื่องหมายภายนอกที่พระเยซูคริสต์ทรงตั้งขึ้น
เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยให้คนไปสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ 

Baptism2

  1. 1.    ศีลล้างบาป (Baptism) 
    เป็นเครื่องหมายภายนอกที่โปรดให้แก่ผู้รับ เพื่อประทานพระหรรษทานศักดิ์สิทธิกร ลบล้างผลร้ายของบาปที่ติดตัวเรามาแต่กำเนิด หรือเรียกว่า “บาปกำเนิด” จนหมดสิ้น ทำให้เรากลับกลายเป็นบุตรบุญธรรมของพระเป็นเจ้า มีสิทธิ์ในมรดกสวรรค์ และได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ขณะดำเนินชีวิตบนโลกนี้ คริสตชนนำทารกแรกเกิดเมื่อแข็งแรงแล้ว มารับศีลล้างบาปกับพระสงฆ์ที่วัดท่ามกลางกลุ่มคริสตชนที่มาร่วมยินดีต้อนรับเด็กน้อย แล้วเด็กนั้นก็โตขึ้นโดยอาศัยกลุ่มคริสตชนช่วยเหลือประคับประคองความเชื่อ เมื่อถึงวัยรุ่นก็จะได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์อีกประการหนึ่งคือ “ศีลกำลัง”

  2. ศีลกำลัง
  3. 2.   ศีลกำลัง (Confirmation) 
    ศีลกำลังเป็นการต่อเนื่องศีลล้างบาป ด้วยว่าเมื่อทารกได้กลับกลายเป็นคริสตชน เขาจะค่อยๆโตขึ้นเพื่อพัฒนาความเชื่อ และเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตคริสตชน จนเขาเข้าสู่วัยรุ่น เขาจะได้รับพระจิตเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม ให้มีกำลังในการจะเป็นพยาน และแพร่ธรรมอีกทั้งปกป้องช่วยเหลือเมื่อพระศาสนจักรพบอุปสรรค และความยากลำบาก การจะพร้อมช่วยเหลือนี้ องค์พระจิตเจ้าจะประทานพระคุณ 7 ประการแก่เขา ให้กลับกลายเป็นคริสตชนที่สมบูรณ์ เป็นผู้ใหญ่ทางความเชื่อ และทำงานตามฐานะของตนอย่างไม่ย่อท้อ พระคุณทั้ง 7 ประการคือ 
    1.
    พระดำริ พระคุณที่ช่วยให้เราซาบซึ้งในความดีงามของพระเป็นเจ้า ได้ลิ้มรสความดีงามอันเหนือธรรมชาติของพระเป็นเจ้า 
    2.
    สติปัญญา เพื่อเข้าใจข้อคำสอนอันลึกซึ้งของพระศาสนจักร 
    3.
    ความคิดอ่าน เพื่อแยกแยะตัดสินคุณค่าสิ่งต่างๆได้อย่างแม่นยำ 
    4.
    ความรู้ ความสามารถในการเรียน ทั้งทางโลก, ทางธรรม, การพัฒนาคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เพื่อสร้างสรรโลก 
    5.
    ความยำเกรง ความรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้า และตั้งพระองค์ไว้ต่อหน้าเสมอ 
    6.
    ความเลื่อมใสศรัทธา เป็นพระคุณ ที่ช่วยให้คริตชนร้อนรนในการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเข้าใจ และรู้ความหมาย 
    7.
    กำลัง เป็นพระคุณความเข้มแข้ง ที่จะต่อสู้การประจญล่อลวง และความโน้มเอียงฝ่ายต่ำ ที่เราเรียกว่าทำชั่ว

  4. ศีลแก้บาป
  5. 3.    ศีลอภัยบาป (Penance) 
    ขณะรับศีลล้างบาปเราได้ยกบาปทั้งสิ้น, ผลของบาปที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดทุกประการ แต่เมื่อเราโตขึ้นเราก็พลาดพลั้งทำบาปอีก ทุกครั้งที่ทำบาปหนัก ผลของบาปทำให้เรากับพระตัดสัมพันธ์กัน เราสูญเสียพระหรรษทานศักด์สิทธิกร มิได้เป็นบุตรบุญธรรมของพระเป็นเจ้าอีกต่อไป ไม่มีสิทธ์รับมรดกในเมืองสวรรค์ พระเยซูเจ้าทรงตั้งศีลอภัยบาปเพื่อให้มนุษย์ได้กลับมามีความสัมพันธ์ และกลับมาคืนดีกับพระเสียใหม่ อีกชื่อหนึ่งของศีลศักดิ์สิทธิ์ประการนี้คือ “ศีลแห่งการคืนดี” เด็กๆที่เติบโตมาจึงเรียนรู้ที่จะกลับมาขอโทษพระเป็นเจ้าทุกครั้งที่กระทำบาป และได้รับการอภัยโทษ โดยเข้าไปขอสารภาพบาปกับพระสงฆ์ผู้เป็นคนกลางระหว่างพระกับมนุษย์ ท่านให้อภัยในนามของพระเป็นเจ้า เนื้อแท้ของศีลอภัยบาปจึงมิใช่การปลดเปลื้องบาปออกจาก ตัวเราด้วยความเห็นแก่ตัว แต่เป็นการเห็นแก่พระเป็นเจ้า เพราะพระองค์เป็นความดีงาม, องค์ความรัก แต่ทำไมเราจึงกระทำบาปให้พระองค์เสียใจ และตัดความสัมพันธ์กับองค์ความดีนั้น เงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของศีลอภัยบาปคือต้องเสียใจ เพราะเราได้กระทำบาปนั้น และตั้งใจว่าจะไม่กระทำอีก ความรักของพระเป็นเจ้าที่มีต่อคริสตชน และมนุษย์ทุกคน เปรียบได้กับความรักของพ่อที่มีต่อลูกผู้สำนึกผิดกลับมาขอโทษ และพ่อให้อภัย จึงเป็นความชื่นชมยินดี และการเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ทุกครั้งที่เราพลาดไป

  6. ศีลมหาสนิท
  7. 4.    ศีลมหาสนิท (Holy Eucharist) 
    เราจัดอันดับศีลมหาสนิทไว้อันดับที่สี่ เพื่อบ่งว่าศีลนี้ยิ่งใหญ่ และสำคัญที่สุด เป็นหัวใจของศีลศักดิ์ทุกประการ เราจึงนำมาวางไว้ตรงกลาง เพราะศีลมหาสนิทเป็น องค์พระเยซูเจ้าเองที่ประทับอยู่ท่ามกลางมนุษย์ทุกคน ภายใต้รูปปรากฎของแผ่นปังและเหล้าองุ่น เมื่อได้รับการอภิเษกในบูชาแผ่นปัง และเหล้าองุ่นก็กลับเปลี่ยนเป็นพระกาย และพระโลหิตของพระเยซูเจ้า แม้สายตาจะเห็นภาพเป็นแผ่นปังและเหล้าองุ่น แต่เนื้อแท้ได้เปลี่ยนเป็นพระวรกายทั้งครบของพระเยซูเจ้า เมื่อคริสตชนได้รับศีลมหาสนิทก็เชื่อมั่นคงว่าเป็นองค์พระเยซูเจ้าเองที่มาประทับในชีวิตของคริสตชน เพื่อเราจะได้ชิดสนิทเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์
     
    คำพูดของไทยเราที่ว่า “รักกันปานจะกลืนกิน” หมายถึงความรักของคนที่มีความรักใกล้ชิดสนิทสนม และผูกพันกันมิได้เหินห่าง บัดนี้พระเยซูเจ้าก็ได้กระทำอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ตั้งศีลมาหสนิท อันเป็นมรดกสุดท้ายที่พระองค์มอบให้แก่อัครสาวก และคริสตชนทั้งปวง 
     
    ในค่ำวันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์ ก่อนวันที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระเยซูเจ้าได้รับประทานอาหารค่ำมื้อสุดท้ายกับบรรดาอัครสาวก และทรงหยิบแผ่นขนมปังอันเป็นอาหารพื้นๆประจำวันของชาวยิว บิออกและส่งให้พวกเขารับไปกินจากปังก้อนเดียวกันนั้นเอง หากเทียบกับบ้านเราก็คงคล้ายกับคดข้าวจากหม้อเดียวกัน และพระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงรับไปกินให้ทั่วกันเถิด นี่เป็นกายของเรา” จากนั้นทรงหยิบถ้วยเหล้าองุ่นอันเป็นเครื่องดื่มในมื้ออาหารธรรมดาของชาวยิว และส่งให้บรรดาอัครสาวกดื่มจากถ้วยเดียวกัน และตรัสว่า “จงรับเอานี่ไปดื่มให้ทั่วกันเถิด นี่เป็นโลหิตของเรา โลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่อันยืนยง โลหิตซึ่งหลั่งออกเพื่อยกบาปเพื่อพวกท่านและมนุษย์ทั้งหลาย จงทำดังนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด” 
     
    เฉพาะเรื่องศีลมหาสนิท บรรดานักเทววิทยาจัดเป็นวิชาหนึ่งเลยทีเดียว ผู้เขียนเชื่อว่าคงยากที่จะอธิบายเรื่องศีลมหาสนิทให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งในโอกาสนี้ คริสตชนรับศีลมหาสนิททุกครั้งในพิธีกรรมบูชามิสซา และมีความเชื่อศรัทธาภักดีต่อศีลมหาสนิทว่า เป็นองค์พระเยซูเจ้าประทับอยู่ภายใต้เพศปัง และคริสตชนเก็บรักษาศีลมหาสนิทไว้ในตู้ศีล ซึ่งอยู่ในวัด เพื่อเปิดโอกาสให้คริสตชน และทุกคนได้มาเฝ้าสนทนากับพระเยซูเจ้าได้ทุกเวลาที่ต้องการ เรียกว่า “การเฝ้าศีลมหาสนิท”

  8. ศีลสมรส
  9. 5.    ศีลสมรส (Matrimony) 
    ความรักของพระเป็นเจ้าติดตามเราไปทุกขณะจิต ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออันสำคัญต่อชีวิตหนุ่มสาวก็คือ เวลาแต่งงาน และเริ่มต้นชีวิตครอบครัว มันไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งยังเป็นเรื่องสำคัญ ใครช่วยแนะนำ และอธิบายถึงสภาพครอบครัว และธรรมชาติอันถ่องแท้ของมันให้แก่หนุ่มสาวฟังว่า แท้จริงการแต่งงานมีอะไรมากกว่าการเตรียมงานภายนอกอย่างหรูหรามีหน้ามีตา คู่แต่งงานที่รักกัน และตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน จึงจูงมือกันมาหาพระสงฆ์ที่วัด เพื่อรับการอบรมคำสอนเตรียมแต่งงาน ศีลศักดิ์สิทธิ์ประการนี้จึงเริ่มตั้งแต่เขามารับฟังคำสอนกับพระสงฆ์ด้วยกันทั้งคู่ มิใช่จู่ๆก็มาทำพิธีกันในโบสถ์ได้เลย เมื่อชายหญิงพบว่ารักกันและกัน จนสามารถมอบความรักให้แก่กันจนหมดสิ้น และมั่นใจด้วยว่าอีกฝ่ายก็จะรับรักของเขาไว้ทั้งหมดด้วยเช่นกัน มิใช่รับไว้เพียงครึ่งๆกลางๆ เผื่อเลือก หากได้พบคนเช่นนี้เราจึงแต่งงาน คริสตชนเรียกว่า “การตกลงปลงใจ” ยอมรับกันและกัน และมอบความรักแก่กันและกันจนหมดสิ้น 
     
    การมาประกอบพิธีสมรสในวัด จะมีการกล่าวรับเป็นสามีภรรยากันต่อหน้าเพื่อนพี่น้อง และต่อหน้าพระเป็นเจ้า ชายและหญิงผู้เป็นคริสตชนทั้งสองฝ่ายเป็นผู้โปรดศีลศักดิ์สิทธ์ประการนี้แก่กันและกัน พระสงฆ์เป็นเพียงพยานในพิธี ศีลศักดิ์สิทธ์ประการนี้ผูกพันเขาทั้งสองให้เป็นหนึ่งเดียวกัน จะหย่าร้างกันไม่ได้จนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะตายไป พระเป็นเจ้าทรงยกเรื่องแต่งงานเป็นเรื่องสูง การใช้ชีวิตร่วมหลับนอนกันฉันท์สามีภรรยาก็คือ การมอบความรักให้แก่กันและกันอย่างมากที่สุดเท่าทีมนุษย์ที่รักกันจะให้กันได้ และผลพวงของความรักอันยิ่งใหญ่นี้ก็คือลูกที่น่ารักที่ถือกำเนิดมาจากพ่อแม่ซึ่งแต่งงานกัน คริสตชนจึงห้ามทำหมัน, การทำแท้ง, การวางแผนครอบครัวด้วยอุปกรณ์ภายนอกด้วยความคิดเห็นแก่ตัวไม่ต้องการลำบากเพราะมีลูก เพราะลูกเป็นพระพรของพระเป็นเจ้า และการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันกับพระเป็นเจ้าในการสร้างโลก คริตชนจึงรัก และเอาใจใส่อบรมลูกให้เป็นคนดีทั้งทางโลก และทางธรรม เพื่อเป็นคนที่สมบูรณ์เมื่อเขาพร้อมจะออกไปอยู่ในสังคม และทำให้โลกที่พระเป็นเจ้าสร้างมาสวยงามอย่างที่มันควรเป็น

  10. 6.    ศีลอนุกรม หรือ ศีลบวช (Holy Orders) 
    ในค่ำวันพฤหัสสบดีศักดิ์สิทธิ์ที่พระเยซูทรงตั้งศีลมหาสนิท พระองค์ทรงตั้งศีลอนุกรม เพื่อมอบอำนาจ และบวชชายหนุ่มให้เป็นพระสงฆ์ เพื่อสืบงานและอำนาจโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ต่อไปในพระศาสนจักรของพระองค์ ในเวลานั้นพระองค์ตรัสกับอัครสาวกเวลาบิปัง และส่งถ้วยเหล้าองุ่นให้แก่พวกเขาพระองค์กำชับว่า”จงทำดังนี้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเราเถิด” ก็คือให้อัครสาวกทำสืบต่อกันมา เป็นผู้ประกอบบูชามิสซา และศีลศักดิ์สิทธิ์ประการอื่นๆ เพื่อบรรดาคริสตชนต่อมา 2,000 ปีมาแล้ว
    ศีลอนุกรม ก็คือศีลบวชพระสงฆ์ ในศักดิ์สงฆ์นี้เองมีลำดับ 3 ขั้น 
    1.
    สังฆานุกร เป็นการบวชเมื่อเริ่มเข้าสู่สังฆภาพ ยังไม่มีอำนาจเต็มในการเป็นศาสนบริการ 
    2.
    พระสงฆ์ เป็นการรับศีลบวชเข้าสู่สังฆภาพที่ครบถ้วนแล้ว แต่ยังต้องเชื่อฟังพระสังฆราชผู้บวชตน และอำนาจบางอย่างแม้มีศักยภาพประกอบกิจได้ แต่ยังสงวนไว้จนกว่าพระสังฆราชจะอนุญาตให้ประกอบได้
    3.
    พระสังฆราช เป็นการเข้าสู่สังฆภาพที่ครบถ้วนบริบูรณ์ พระสังฆราชจะเป็นผู้โปรดศีลบวชพระสงฆ์ 
     
    ในเรื่องศีลอนุกรมนี้ยังมีแง่มุมทางด้านการปกครอง, ทางเทววิทยาความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างพระสังฆราชและพระสงฆ์ และพระสงฆ์กับองค์พระคริสตเจ้า คริสตชนถือว่าพระสงฆ์แบ่งเอาความเป็นสงฆ์มาจากองค์พระเยซูเจ้า พระองค์เป็นพระสงฆ์ในความใหม่นี้เป็นบุคคลแรก เป็นสงฆ์ผู้บูชาถวาย และทั้งเป็นเครื่องบูชาในเวลาเดียวกัน ผู้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์จะเป็นพระสงฆ์ตลอดไปนิรันดร หมายความว่าแม้ตายไปไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดก็ยังคงเป็นพระสงฆ์เช่นนี้ตลอดไป ความเป็นสงฆ์ของพระเยซูคริตเจ้าได้เข้าอยู่ในตัวผู้รับศีลบวชอย่างไม่มีวันลบเลือน หน้าที่สำคัญ 3 ประการของพระสงฆ์ก็คือ
    1.
    สงฆ์ คือหน้าที่ประกอบพิธีเพื่อโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์แก่มวลประชาสัตบุรุษ เป็นคนกลางระหว่างพระและมนุษย์ เป็นศาสนบริกรในพระศาสนจักร 
    2.
    ประกาศก หมายถึงทำหน้าที่เทศน์สอนสิ่งที่พระเป็นเจ้าได้ตรัสในพระคัมภีร์แก่คริสตชนได้ทราบและเข้าใจ เทศน์เตือนใจให้ละทิ้งหนทางบาป และสอนพระธรรมคำสอนแก่ทุกคน 
    3.
    กษัตริย์ หมายถึงการทำหน้าที่ปกครองมวลประชาสัตบุรุษฝ่ายวิญญาณ โดยเริ่มตั้งแต่พระสังฆราชจะมีเขตปกครองมวลประชาสัตบุรุษของตนเรียกว่า “สังฆมลฑล” และมอบอำนาจแก่พระสงฆ์ให้ช่วยดูแลวัดต่างๆที่อยู่ในสังฆมณฑลของท่าน 
     
    การสมัครเข้ารับการอบรมเพื่อรับศีลบวชเป็นพระสงฆ์สำหรับพระศาสนจักรในประเทศไทย จะเริ่มตั้งแต่เด็กชายจบการศึกษาชั้นป.6 เป็นอย่างน้อย และใช้เวลาศึกษาอบรมประมาณ 15 ปี จึงได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ จากพระสังฆราชผู้ปกครองตน

  11. ศีลเจิม
  12. 7.    ศีลเจิมคนไข้ (Anointing of the Sick) 
    เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ที่พระเยซูเจ้าทรงตั้งขึ้นเพื่อโปรดให้แก่ผู่ป่วยหนักจวนจะสิ้นใจ หรือผู้ป่วยที่อ่อนกำลัง แม้แต่ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดสำคัญ และไม่แน่ใจว่าจะรอดหรือไม่ ศีลศักดิ์สิทธิ์ประการนี้ประทานพระหรรษทานให้แก่ผู้รับ เพื่อฟื้นฟูกำลังยามป่วยไข้และปฏิสังขรณ์สภาพร่างกาย และวิญญาณเพื่อเตรียมตัวจากโลกนี้เดินทางกลับไปหาพระเป็นเจ้า พระสงฆ์มักฌปรเศีลเจิมคนไข้พร้อมทั้งศีลอภัยบาป และศีลมหาสนิทด้วยในคราวเดียวกัน เมื่อรับศีลมหาสนิทเช่นนี้คริสตชนเรียกว่า “ศีลเสบียง”

ศีลศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวทั้ง 7 ประการจึงแสดงให้เห็นพระเมตตา และความรักของพระเป็นเจ้าที่มีต่อคริสตชน ตั้งแต่เกิดจนตาย ตามระยะเวลาอันสำคัญช่วงต่างๆของชีวิตเป็นกิจศรัทธาที่คริสตชนปฏิบัติทุกวันอาทิตย์ หากจะให้คำจำกัดความว่า มิสซาคืออะไร มหาบูชามิสซาคือ

  1. 1.    งานเลี้ยง ที่พระเยซูเจ้าเชื้อเชิญบรรดาคริสตชนมาร่วมเลี้ยงฉลองและรับประทานร่วมกัน นั่นคือเลี้ยงฉลองศีลมหาสนิท มาเป็นอาหารหล่อเลี้ยงวิญญาณของเรา

  2. 2.    บูชา โดยมีพระสงฆ์ผู้ประกอบพิธีเป็นผู้ถวายในนามของพระเยซูเจ้า มีองค์พระเยซูเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปถวายแด่พระบิดา เมื่อพระสงฆ์เสกปังและเหล้าองุ่น ทั้งสองได้กลับเปลี่ยนเป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้า องค์พระเยซูเจ้าเป็นเหมือนลูกแกะปัสกาแห่งความรอด, เครื่องบูชาอันประเสริฐที่ถูกฆ่าเป็นเครื่องบูชาชดเชยบาปแก่มนุษย์ทั้งมวล ในพิธีบูชามิสซาแบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ 
    ภาควจนพิธีกรรม 
    จะมีการอ่านพระวาจาของพระเป็นเจ้าจากพระคัมภีร์ ซึ่งพระศาสนจักรได้จัดไว้แล้วตลอดปี และพระสงฆ์ผู้ประกอบพิธี จะเทศน์อธิบายเพื่อสัตบุรุษจะได้นำเอาพระวาจาไปปฏิบัติ และเป็นเสมือนอาหารฝ่ายจิต ที่เราอิ่มใจเมื่อได้ฟังพระวาจาของพระเป็นเจ้า 
    ภาคบูชาขอบพระคุณ 
    เป็นการเสกปัง และเหล้าองุ่นเป็นพระวรกายของพระเยซูเจ้า และยกถวายแด่พระบิดาเป็นเครื่องบูชาอันประเสริฐเพื่อชดเชยบาป สัตบุรุษก็จะร่วมถวายชีวิต, วิญญาณ, คำภาวนาร่วมไปกับองค์พระเยซูเจ้า ผู้เป็นเครื่องบูชาอันประเสริฐแด่พระบิดาเช่นกัน การไปวัดทุกวันอาทิตย์ของคริสตชนจึงเป็นไปเพื่อร่วมในสุดยอดแห่งพิธีกรรม เพราะในพิธีบูชามิสซานี้จะมีส่วนปลีกย่อยทั้งสองภาค ซึ่งรวมกันแล้วคริสตชนได้ทำ 4 อย่างใหญ่ๆ คือ 
    1.
    ได้สรรเสริญ 
    2.
    ขอษมาโทษ 
    3.
    ขอบพระคุณ 
    4.
    วิงวอนขอ

ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s